อารามบอย | The Cloud Podcast

อารามบอย เล่าเรื่องลับที่จะทำให้การเข้าวัดสนุกขึ้น โดย ต้า แฟนพันธุ์แท้วัดไทย

Listen on:

  • Apple Podcasts
  • Podbean App
  • Spotify

Episodes

47 minutes ago

รายการอารามบอยในตอนนี้ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ชวน ดร.ธีรนันท์ ช่วงพินิต นักมานุษยวิทยา ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ‘พิธีเจ้าเซ็น’ คุยเรื่องแห่เจ้าเซ็น หรือพิธีอาชูรอ ของชุมชนมุสลิมชีอะห์ในไทย
เริ่มจากความหมายและที่มาของชื่อแห่เจ้าเซ็น พิธีไว้อาลัยอิหม่ามฮุเซนในเดือนมูฮัรรอมที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์กัรบาลาเมื่อกว่า 1,300 ปีก่อน และเข้ามาอยู่ในสังคมไทยผ่านประวัติศาสตร์ของชุมชนมุสลิมชีอะห์ โดยเฉพาะกลุ่มเชื้อสายเปอร์เซียในสยาม
อารามบอยตอนนี้ชวนอ่านความหมายของคำว่า เจ้าเซ็น ซึ่งสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากเสียง ยา ฮุซัยน์ (يَا حُسَيْن) ในภาษาอาหรับ ใช้รำลึกถึงอิหม่ามฮุเซนในพิธี พร้อมแกะรอยหลักฐานชิ้นสำคัญใน บทเห่เจ้าเซ็น พระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่สะท้อนภาพการตั้งพิธีเจ้าเซ็นในเดือนมะหะหร่ำ และการแสดงความอาลัยผ่านการตีอกของผู้ร่วมพิธี ไปจนถึงคำเรียกอย่างแขกเจ้าน้ำตา แขกมัวร์ กะดี และสุเหร่า พร้อมตามร่องรอยชาวเปอร์เซียในราชสำนักสยาม และภาพพิธีชีอะห์ที่ปรากฏอยู่บนจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดโพธิ์ปฐมาวาส จังหวัดสงขลา
นี่คือพิธีที่ทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์ไทยมีศาสนา ภาษา ชุมชน และความทรงจำหลายสายซ้อนอยู่ด้วยกัน มากกว่าที่เราเคยเรียนจากเส้นเรื่องหลักเพียงเส้นเดียว ติดตามทั้งหมดได้ในรายการอารามบอยตอนนี้ 

7 days ago

รายการอารามบอยในตอนนี้ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ชวน ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา แกะรอย ‘วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร’ วัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่หลายคนรู้จักจากองค์เทวราชเนรมิต หรือเทพทันใจ พิพิธภัณฑ์สักทอง และบรรยากาศสวยงามที่คนรุ่นใหม่นิยมไปถ่ายรูป
ชวนมองความนิยมร่วมสมัยของ องค์เทวราชเนรมิต หรือ เทพทันใจ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาวัดแห่งนี้ ก่อนพาย้อนกลับไปอ่านความหมายดั้งเดิมของชื่อวัดเทวราชกุญชรฯ ที่รหัสทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมพระอินทร์ ช้าง และราชสกุลกุญชรเข้าด้วยกัน
ในเชิงประวัติศาสตร์ วัดเทวราชกุญชรฯ เดิมชื่อ ‘วัดสมอแครง’ เป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้รับการบูรณะและสถาปนาเป็นพระอารามหลวง โดยมี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ พระนามเดิมคือ พระองค์เจ้ากุญชร ผู้เป็นต้นราชสกุลกุญชร เกี่ยวข้องกับการบูรณะวัด รัชกาลที่ 4 จึงพระราชทานนามว่า วัดเทวราชกุญชร โดยเทวราชหมายถึงพระอินทร์ และกุญชรหมายถึงช้าง
ประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เขียนด้วยตัวหนังสือ แต่เขียนด้วยรูปทรง ลวดลาย และสัญลักษณ์
อีกประเด็นสำคัญคือพระประธานในพระอุโบสถ ‘พระพุทธเทวราชปฏิมากร’ ซึ่งชวนขยายความจากหลักฐานใน สาส์นสมเด็จ ของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยมีข้อสันนิษฐานว่ากรมพระพิทักษเทเวศร์อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาจากวัดมหาธาตุ เมืองลพบุรี และอาจได้พระเศียรมา ก่อนหล่อพระองค์ต่อในกรุงเทพฯ ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้เป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างลพบุรี รัตนโกสินทร์ และประวัติการบูรณะวัดสมอแครง
ภายในพระอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่น่าสนใจ เพราะรายละเอียดหลายส่วนเล่าเรื่องจตุรารักขกัมมัฏฐานและวิถีชีวิตสงฆ์ เช่น การปลงอาบัติและการบิณฑบาต แตกต่างจากภาพจำของจิตรกรรมวัดไทยที่คนทั่วไปมักคุ้นกับทศชาติชาดก งานจิตรกรรมเหล่านี้จึงทำให้พระอุโบสถวัดเทวราชกุญชรฯ เป็นพื้นที่ที่อ่านได้ทั้งในฐานะศิลปะ ประวัติศาสตร์ และธรรมะ
ส่วนพิพิธภัณฑ์สักทองและองค์เทวราชเนรมิต คือภาพปัจจุบันของวัดที่ยังมีชีวิต ผู้คนมาไหว้ขอพร ม้วนธนบัตรแตะนิ้วเทพทันใจ เดินชมอาคารไม้สักทอง และเรียนรู้เรื่องสมเด็จพระสังฆราชกับอริยสงฆ์หลายรูป พื้นที่เดียวกันจึงทำหน้าที่ทั้งเป็นศูนย์รวมศรัทธา แหล่งเรียนรู้ และจุดเชื่อมคนรุ่นใหม่กลับเข้ามาหาวัดไทย

Wednesday May 13, 2026

หากชีวิตนี้มีโอกาสได้ใกล้ชิดพระเจ้ามากที่สุด คุณอยากบอกอะไร และขอพรอะไรจากพระองค์
‘นครมักกะฮ์’ คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวมุสลิมทั่วโลก เป็นจุดหมายสูงสุดของการแสวงบุญ ผู้คนต่างเชื่อว่าเสียงวิงวอนขอพรจะได้รับการตอบรับจากพระผู้เป็นเจ้า
ชื่อของ ‘พิธีฮัจญ์ (Hajj)’ มีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับที่แปลว่า การมุ่งไปสู่ หรือ การไปเยือน ถือเป็น 1 ในหลักปฏิบัติ 5 ประการของศาสนาอิสลาม กำหนดให้มุสลิมทุกคนซึ่งมีความพร้อมทั้งกำลังกายและทรัพย์สินพึงเดินทางไปกระทำอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อมุ่งสู่นครมักกะฮ์ อันเป็นที่ตั้งของวิหารกะอ์บะฮ์ (Kaaba) ศูนย์กลางทิศทางสวดมนต์ของโลกอิสลาม
ในทางปฏิบัติ พิธีฮัจญ์ใช้เวลา 6 วัน ซึ่งดำเนินไปตามลำดับและเปี่ยมด้วยความหมาย โดยมีทุ่งอะเราะฟะฮ์เป็นหัวใจสำคัญ หากผู้แสวงบุญพลาดการไปทุ่งแห่งนี้ตามวันเวลาที่กำหนด การทำฮัจญ์จะถือว่าไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีบททดสอบศรัทธาอื่น ๆ ตั้งแต่การเก็บก้อนหินไปขว้างเสาหินอันเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านซาตาน ไปจนถึงการเชือดพลีสัตว์ และการเดินเวียนรอบวิหารกะอ์บะฮ์ เพื่อแสดงความนอบน้อมและมอบจิตวิญญาณแด่พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ในอดีต ผู้แสวงบุญจำต้องสละทรัพย์สินเพื่อจัดเตรียมเสบียง รอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเล และต้องเตรียมใจเผื่อไว้ว่าอาจมิได้หวนกลับคืนสู่มาตุภูมิ ฮัจญ์จึงเป็นเสมือนการฝึกฝนจิตใจให้รู้จักสละละทิ้งความสะดวกสบาย อดทนต่อความเหนื่อยยาก เพื่อแสวงหาการอภัยทาน
ขณะเดียวกัน ในมิติของประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับสยามประเทศ มักกะฮ์ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในยุคก่อนชาวไทยเรียกขานนครแห่งนี้ว่า ‘กบิลพัสดุ์’ จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ต้องทรงตักเตือนให้เรียกให้ถูกต้องตามหลักภาษา หรือแม้กระทั่งคดีความสุดแปลกในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีบุคคลแอบอ้างว่าเดินทางไปแสวงบุญฮัจญ์เพื่อหลบหนีราชการ จนรัฐสยามต้องเข้ามาจัดการและออกเอกสารรับรองการเดินทางอย่างเป็นทางการ 
พิธีฮัจญ์จึงมิใช่เพียงการเดินทางเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทว่าคือพื้นที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของการเสียสละ ความอดทน และการชำระล้างจิตวิญญาณของผู้คนนับล้านจากทั่วทุกมุมโลก ติดตามทั้งหมดได้ในรายการอารามบอยตอนนี้ กับ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล สุดยอดแฟนพันธุ์แท้วัดไทย และแขกรับเชิญพิเศษ สุนิติ จุฑามาศ นักวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และผู้เขียนหนังสือ ล่องนาวาเจ็ดสมุทร และเจ้าของคอลัมน์สลัดแขก 
 

Thursday Apr 30, 2026

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจไม่ใช่เพียงกษัตริย์นักรบที่เราคุ้นชื่อจากตำราเรียน ละคร หรือภาพยนตร์ แต่ยังเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ถูกสร้างภาพจำผ่านวัด จิตรกรรม และการเล่าเรื่องซ้ำในสื่อไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่คนไทยแทบทุกยุครู้จัก
พระองค์เป็นพระราชโอรสพระองค์โตของสมเด็จพระมหาธรรมราชา เคยเสด็จไปอยู่หงสาวดีในฐานะองค์ประกัน ก่อนจะกลับมากอบกู้อิสรภาพให้กรุงศรีอยุธยา เรื่องราวสำคัญในพระประวัติ ไม่ว่าจะเป็นการชนไก่ การประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง การยิงพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง หรือการทำ ‘ยุทธหัตถี’ กับพระมหาอุปราชา มังกยอชวา (Mingyi Swa) ล้วนกลายเป็นฉากสำคัญที่ผู้คนจดจำได้ขึ้นใจ
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ภาพจำของสมเด็จพระนเรศวรไม่ได้ถูกส่งต่อผ่านพงศาวดารเพียงอย่างเดียว หากยังเห็นได้ผ่านงานศิลปะ โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างภาพจำของพระองค์ในรูปแบบภาพ
ที่นี่มีฉากสำคัญหลายฉากที่คนไทยคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นฉากชนไก่ ฉากประกาศอิสรภาพ หรือฉากยุทธหัตถี แต่สิ่งที่น่าดูไม่ได้มีเพียงฉากยอดนิยม เพราะยังมีฉากที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง เช่น การแสดงให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นภาคหนึ่งของพระอิศวรตามคติความเชื่อ ฉากพระสุบินเห็นจระเข้ หรือฉากพระอจนะพูดได้ สะท้อนว่า พระนเรศวรในงานศิลปกรรมไทยไม่ได้เป็นเพียงกษัตริย์ผู้ชนะศึก แต่ยังยกระดับให้มีสถานะกึ่งกลางระหว่างมนุษย์ วีรบุรุษ และบุคคลศักดิ์สิทธิ์
เหตุใดพระนเรศวรจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าอยู่เสมอ คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่พระองค์เป็นกษัตริย์ที่รวมคุณสมบัติหลายอย่างเอาไว้ด้วยกัน ทั้งความกล้าหาญ ชัยชนะทางการทหาร ความสามารถในการกอบกู้เอกราช และการสวรรคตนอกราชอาณาจักร เรื่องเล่าของพระองค์จึงเต็มไปด้วยฉากที่ทรงพลังและเปิดพื้นที่ให้แต่ละยุคตีความใหม่ได้เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้อเสนอว่าการหยิบยกเรื่องความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์อยุธยาอย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้นมาเล่า อาจสัมพันธ์กับบริบททางการทูตในยุคที่สยามต้องเผชิญหน้ากับชาติตะวันตก โดยเฉพาะช่วงการเจรจากับ จอห์น เบาว์ริง
การเล่าเรื่องเช่นนี้ทำให้สยามปรากฏในฐานะรัฐที่มีอดีตอันรุ่งเรือง มีราชประเพณี และมีความต่อเนื่องของอำนาจตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงราชวงศ์จักรี จึงไม่ใช่เพียงการเล่าประวัติศาสตร์ หากยังเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์ของรัฐในบริบทโลกยุคล่าอาณานิคม
เมื่อมองเช่นนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงไม่ต่างจาก ‘แบรนด์เนมทางประวัติศาสตร์’ ที่เพียงเอ่ยพระนาม ผู้คนก็นึกถึงความกล้าหาญ เอกราช และชัยชนะได้ทันที พระองค์จึงเป็นตัวแทนของความหมายบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นอย่างชัดเจนและส่งต่อได้ในทุกยุคสมัย
ขณะเดียวกัน เรื่องราวของพระองค์ก็ยังเต็มไปด้วยคำถามที่ชวนถกเถียง ไม่ว่าจะเป็นพิกัดยุทธหัตถีที่แท้จริงว่าอยู่ที่ใดกันแน่ ระหว่างสุพรรณบุรี กาญจนบุรี หรืออยุธยา ชัยชนะเกิดจากการชนช้างตามตำนาน หรือพระแสงปืนต้นมีบทบาทมากกว่าที่เราเคยเข้าใจ รวมถึงสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพว่าอยู่ที่วัดใดกันแน่
แม้แต่เหตุการณ์สุดท้ายก่อนเสด็จสวรรคต ก็ยังมีข้อเสนอใหม่จากการศึกษาภูมิประเทศ ทั้งหมดนี้ทำให้เรื่องของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชน่าสนใจยิ่งกว่าเดิม เพราะยิ่งดูก็ยิ่งเห็นว่าพระองค์ไม่ได้มีอยู่เพียงในพงศาวดาร แต่ยังมีอยู่ในฝาผนังวัด ในเจดีย์ ในความทรงจำของรัฐ และในสื่อไทยแทบทุกแขนง ตั้งแต่ละคร ภาพยนตร์ การ์ตูน ไปจนถึงซีรีส์ร่วมสมัย
ติดตามการถอดรหัสทั้งหมดได้ในรายการอารามบอยตอนนี้กับ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล สุดยอดแฟนพันธุ์แท้วัดไทย และแขกรับเชิญพิเศษ ปู-จิตกร บุษบา พิธีกรและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์

Monday Apr 13, 2026

สงกรานต์มีความหมายดั้งเดิมว่า การเคลื่อนของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเกิดขึ้นทุกเดือน แต่ช่วงที่ย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษในเดือนเมษายน ถูกยกให้สำคัญและเรียกว่า ‘มหาสงกรานต์’
สยามรับแนวคิดนี้เข้ามาภายหลัง เดิมทีการนับปีใหม่ใช้จันทรคติ เริ่มต้นช่วงเดือนอ้ายราวปลายปี ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนมาใช้สงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ และต่อมาจึงกำหนดให้ตรงกับวันที่ 13 - 15 เมษายน เพื่อให้ใช้เป็นวันหยุด
โครงสร้างของสงกรานต์ประกอบด้วยวันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศก ซึ่งต้องคำนวณใหม่ทุกปีตามคัมภีร์โหราศาสตร์
ขณะเดียวกัน มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่งที่ใช้ควบคู่กัน นั่นคือตำนานท้าวกบิลพรหมและธรรมบาลกุมาร เล่าถึงการตั้งปริศนา การตัดเศียร และธิดาทั้ง 7 ผลัดกันอัญเชิญเศียรออกแห่ในทุกปี 
ธิดาทั้ง 7 นี้คือ ‘นางสงกรานต์’ แต่ละองค์มีชื่อ เครื่องประดับ อาหาร และสัตว์พาหนะต่างกัน รายละเอียดเหล่านี้ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการพยากรณ์น้ำฝน ความอุดมสมบูรณ์ และสภาพบ้านเมืองในปีนั้น
ติดตามทั้งหมดได้ในรายการอารามบอย กับ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และ ทราย-กนกพร วิโรจน์จุลศักดิ์ สมาชิกวง V!NX (วง J-POP สไตล์ไทยจากค่าย A Lot Of Tone)

Wednesday Mar 25, 2026

เวลาเดินเข้าวัด หลายคนอาจเดินเข้าพระอุโบสถหลังใหญ่ ชมพระประธานองค์สำคัญ หรือชมจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรตระการตา แต่รายการอารามบอยตอนนี้ อยากชวนให้ลองสังเกตรูปปั้นสัตว์เฝ้าบันไดโบสถ์ที่มีรูปร่างอ้วนกลม ตากว้าง บางตัวตาจุด ปากยิ้มแฉ่ง ดูน่ารักและนุ่มนิ่มคล้ายก้อนขนมมากกว่าสัตว์สยองขวัญในตำนานหรือสัตว์จากป่าหิมพานต์ ตามวัดในภาคเหนือหรือภาคอีสาน นั่นคือผลงานศิลปะพื้นถิ่นที่ชาวเน็ตยุคนี้พร้อมใจกันตั้งฉายาให้ว่า ‘หิมพานต์มาร์ชเมลโล่’ ปรากฏการณ์ไวรัลที่เปลี่ยนภาพจำของวัดไทยให้เข้าถึงง่ายและป๊อปยิ่งขึ้น
รูปสัตว์ที่ประดับวัดวาอารามเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคอินเทอร์เน็ต หากมีประวัติย้อนไปไกลกว่านั้นมากตั้งแต่สมัยทวารวดี ทั้งสัตว์จริงและสัตว์ในจินตนาการที่ทำหน้าที่เป็นทวารบาลหรือประดับเจดีย์เพื่อให้สอดคล้องกับคติจักรวาลวิทยา เมื่อก้าวเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 3 สยามได้นำเข้า ‘ตุ๊กตาอับเฉา’ หรือตุ๊กตาศิลาจากจีนเข้ามาประดับวัดอย่างแพร่หลาย ก่อนที่ในสมัยรัชกาลที่ 4 จะเริ่มรับอิทธิพลตะวันตกที่เน้นแนวคิดสัจนิยม ทำให้รูปปั้นสัตว์อย่างช้าง ม้า หรือสิงห์ มีความสมจริงตามธรรมชาติมากขึ้น
ทว่าในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ศิลปะกลับเติบโตในอีกทิศทางหนึ่ง ในขณะที่งานช่างหลวงเน้นความวิจิตรบรรจงและแบบแผนที่ชัดเจน เช่น สไตล์พระราชนิยมจากพระราชสำนัก แต่งานช่างชาวบ้านกลับเต็มไปด้วยอิสระและความคิดสร้างสรรค์ ช่างท้องถิ่นหรือพระภิกษุสร้างสรรค์ผลงานด้วยวัสดุเท่าที่หาได้ในพื้นที่ อาศัยจินตนาการและความศรัทธาเป็นที่ตั้ง เกิดเป็นการตัดทอนรายละเอียดที่ซับซ้อนออกไป เหลือเพียงรูปทรงที่เรียบง่าย ซื่อตรง และมีบุคลิกเฉพาะตัว กลายมาเป็นเสน่ห์ที่โดนใจคนยุคนี้
เมื่อโลกออนไลน์เข้ามา แฮชแท็ก #หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่ให้หันกลับมาสำรวจวัดในมุมมองที่ต่างออกไป ภาพถ่ายรูปปั้นหน้าตาตลกแต่น่ารักถูกแชร์ต่อจนกลายเป็นมีม สติกเกอร์ ต่อยอดไปสู่งานศิลปะร่วมสมัย และถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นอาร์ตทอย (Art Toy) สุดฮิต โดย โม่-คมกฤษ เทพเทียน แห่ง MOTMO Studio ที่ดึงคาแรกเตอร์ดีไซน์มาผสมผสาน จนทำให้ศิลปะแขนงนี้เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง
ปรากฏการณ์นี้คือภาพสะท้อนของคำว่า Soft Power ที่จับต้องได้จริง เพราะความนิยมในอาร์ตทอยไม่ได้หยุดอยู่แค่การสะสม แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนเดินทางไปตามรอยรูปปั้นต้นฉบับถึงวัดในพื้นที่ห่างไกล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น พิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องสวยงามตามมาตรฐานเดียว ความสร้างสรรค์ของช่างชาวบ้านยังคงทำหน้าที่ดั้งเดิมในการดูแลศาสนสถาน พร้อมกับสร้างมูลค่าใหม่ให้ชุมชน
ติดตามบทสนทนาทั้งหมดและจุดเริ่มต้นของคอลเลกชันอาร์ตทอยสุดน่ารักนี้ได้ในรายการอารามบอย กับ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และ โม่-คมกฤษ เทพเทียน ศิลปินและเจ้าของ MOTMO Studio 
เรื่องราวความสนุกและเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมและศิลปะพื้นถิ่นเหล่านี้รวบรวมและขยายต่ออยู่หนังสือ วัดดูยูมีน ผลงานของ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ที่รวบรวมเสน่ห์ของศิลปะและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นจากการลงพื้นที่จริง เปิดพรีออร์เดอร์แล้วที่นี่
ตามไปพบ ดร.ต้า ได้ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569 ที่บูทสำนักพิมพ์ Avocado Books 
ส่วนผลงานกาชาปองหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ชุดล่าสุดจาก MOTMO Studio ตามไปชมและสะสมได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, Museum Siam และ River City Bangkok ชั้น 3 ร้าน RCB Bookstore 

Wednesday Mar 11, 2026

วันที่ 31 มีนาคม คือ ‘วันเจษฎา’ วันที่ระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พ.ศ. 2330 คณะรัฐมนตรีประกาศให้เป็นวันสำคัญของชาติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณด้านการทำนุบำรุงบ้านเมือง การค้า และการพาณิชย์นาวีไทย
หากกรุงรัตนโกสินทร์ในระยะแรกคือช่วงเวลาของการตั้งหลัก รัชสมัยของรัชกาลที่ 3 คือช่วงที่จารีตถูกจัดวางให้ครบถ้วน บ้านเมืองสงบลงหลังศึกสงคราม การค้าสำเภาเฟื่องฟู รายได้หลั่งไหลเข้าสู่พระคลัง สิ่งที่พระองค์เลือกคือการวางรากฐานที่มั่นคงให้เมืองหลวงเติบโตอย่างมีรูปแบบ
วัดสำคัญจำนวนมากได้รับการสถาปนาหรือปฏิสังขรณ์ในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จากศาสนสถานของสยามยุคหนึ่ง กลายเป็นภาพจำของประเทศไทยในอีกยุคหนึ่ง และยังเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาเยือน สิ่งที่เคยเป็นการลงทุนของสยามในศตวรรษที่ 19 จึงยังส่งผลมาถึงประเทศไทยในปัจจุบัน
ในบรรดาวัดเหล่านั้น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารหรือวัดโพธิ์ คือหลักฐานสำคัญของแนวพระราชดำริด้านความรู้ ศิลาจารึกและแผ่นหินอ่อนกว่า 1,360 แผ่น บรรจุเนื้อหาตั้งแต่การแพทย์แผนไทย ตำรายา การนวดไทย วรรณกรรม โหราศาสตร์ ไปจนถึงศิลปศาสตร์แขนงต่าง ๆ ความรู้ที่เคยอยู่ในคัมภีร์และจำกัดอยู่ในหมู่ผู้รู้ปรากฏต่อสายตาสาธารณะอย่างถาวร วัดโพธิ์จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของสยาม และจารึกชุดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโกในเวลาต่อมา
ด้านศิลปกรรม พระองค์สร้างสิ่งที่เรียกว่า พระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ซึ่งรับอิทธิพลศิลปะจีนอย่างชัดเจน ทั้งลวดลาย เครื่องถ้วย กระเบื้อง และผังวัดแบบฮวงจุ้ย ตัวอย่างเด่นคือวัดราชโอรสารามราชวรวิหารที่สะท้อนการผสมผสานศิลปะจีนกับจารีตไทยจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของยุค
ที่วัดเทพธิดารามวรวิหาร รูปภิกษุณี 52 องค์ และพระมหาปชาบดีโคตมีที่ประดิษฐานอยู่ในพื้นที่วัดหลวง สะท้อนการให้คุณค่าบทบาทสตรีในพุทธศาสนา เป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่บอกเล่าทัศนะทางศาสนาและสังคมของยุคนั้น
ในรายการยังมีการตีความเพิ่มเติมด้วยว่า บริบทโลกสมัยของรัชกาลที่ 3 ตรงกับช่วงที่จักรวรรษอังกฤษยึดอังกฤษยึดศรีลังกา (ลังกา) ศูนย์กลางเถรวาทดั้งเดิมถูกยึดโดยชนชาติต่างศาสนา การทำนุบำรุงวัดและศาสนสถานจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 3 อาจสะท้อนความพยายามยกระดับบทบาทของสยามในฐานะศูนย์กลางพุทธเถรวาทของภูมิภาค งานสถาปัตยกรรมสำคัญอย่าง โลหะปราสาท ที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร ซึ่งเริ่มก่อสร้างในรัชกาลที่ 3 และแล้วเสร็จในรัชกาลต่อมา จึงถูกมองว่ามีนัยทั้งทางศาสนาและการเมืองควบคู่กัน
ติดตามทั้งหมดได้ในรายการอารามบอย กับ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และ ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ วิทยากรด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และทายาทรุ่นที่ 4 ยาดมโป๊ยเซียน ที่จะพาศึกษางานของรัชกาลที่ 3 ผ่านวัด ศิลปกรรม และแนวพระราชดำริ ซึ่งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศมาจนถึงวันนี้

Tuesday Mar 03, 2026

รายการอารามบอยในตอนนี้ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ชวน บิว-พิชญวรรณ เลิศล้ำสมบัติ สมาชิกวง V!NX (วิง) วง J-POP สไตล์ไทยจากค่าย A Lot Of Tone มาคุยเรื่อง ‘หลวงพ่อโต’ ช่ื่อฮิตของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในหลายวัดทั่วประเทศ ซึี่งมีหลายตำนาน ในวันพระใหญ่ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (วันมาฆบูชา)
บทสนทนาเริ่มตั้งแต่ ‘วันพระใหญ่’ ต่างยังไงกับ ‘วันพระเล็ก’ ซึ่งวันพระใหญ่ใช้เรียกวันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำของทุกเดือน เป็นวันที่พระสงฆ์ลงอุโบสถสวดปาฏิโมกข์ ทบทวนพระวินัยทั้ง 227 ข้อ ถือเป็นการชำระความบริสุทธิ์ของหมู่สงฆ์ ส่วนญาติโยมก็มักเข้าวัด ถือศีล ฟังธรรม ทำบุญมากกว่าวันอื่น
ถ้าขยับจาก วันพระใหญ่ มาสู่ ‘พระใหญ่’ จะเห็นว่าการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่มีประวัติยาวนานและมีชื่อเรียกลำลองโดยชาวบ้านว่า ‘หลวงพ่อโต’ แล้วต่อท้ายด้วยชื่อวัด เช่น หลวงพ่อโต วัดไชโยวรวิหาร หรือ พระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา แปลตรงตัวว่าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หรือ พระเจ้าใหญ่
คติการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่พบได้ตั้งแต่ศิลปะอินเดียโบราณ ก่อนจะแพร่เข้ามาสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยมีหลักฐานตั้งแต่สมัยทวารวดี ต่อเนื่องถึงสุโขทัย อยุธยา และดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
การสร้างพระใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ต้องใช้แรงงาน ทรัพยากร และการจัดการจำนวนมาก จึงมักเกิดขึ้นในช่วงที่บ้านเมืองมีเสถียรภาพ 
หนึ่งในพระใหญ่ที่น่าสนใจมากคือพระอจนะ วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ประดิษฐานในมณฑปสี่เหลี่ยมที่แทบจะพอดีกับองค์พระ มีตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระนเรศวร เมื่อทหารเกิดความหวาดหวั่น พระองค์ทรงให้คนไปซ่อนตัวด้านหลังองค์พระแล้วกล่าวถ้อยคำให้กำลังใจ เสมือนพระพุทธรูปพูดได้
อีกองค์หนึ่งคือหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีตำนานว่า น้ำพระเนตรไหลเป็นโลหิตก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อเรื่องเล่าผูกเข้ากับเหตุการณ์ทางการเมือง พระพุทธรูปองค์นี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของชะตากรรมเมือง ไม่ใช่เพียงวัตถุสำหรับกราบไหว้
ในปัจจุบันก็ยังคงมีการสร้างพระใหญ่ เช่น พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษไชยชาญ วัดม่วง จังหวัดอ่างทอง สูงถึง 95 เมตร ความสูงที่มองเห็นได้จากระยะไกล พระใหญ่จึงยังทำหน้าที่แสดงความศรัทธาของชุมชน

Wednesday Feb 11, 2026

รายการอารามบอยในตอนนี้ ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ชวน สุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการด้านอารยธรรมอิสลาม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ผู้เขียนหนังสือ ล่องนาวาเจ็ดสมุทร และเจ้าของคอลัมน์ สลัดแขก คุยเรื่อง ‘มัสยิดบางหลวง’ หรือ ‘มัสยิดกุฎีขาว’ ศาสนสถานอิสลามทรงวัดไทย ริมคลองบางหลวง ฝั่งธนบุรี ในพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนพ่อค้ามุสลิมหรือ ‘แขกแพ’ กลุ่มคนที่อพยพลงมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังกรุงแตก และตั้งถิ่นฐานอยู่ตามลำคลองในฐานะพ่อค้า ขุนนาง และแรงงานฝีมือ 
ในเชิงประวัติศาสตร์ รายการในตอนนี้พาไล่ตั้งแต่คำถามพื้นฐานที่สุดว่า มุสลิมเข้ามาในไทยเมื่อไหร่ ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี เครื่องแก้ว ภาชนะดินเผา และเหรียญจากโลกอิสลามที่พบทั้งภาคใต้และภาคกลาง ย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 พร้อมอธิบายว่า แรกเริ่มอิสลามไม่ได้เข้ามาเพื่อเผยแผ่ศาสนา แต่เข้ามาทำการค้าในเมืองท่า เป็นพ่อค้าที่พักเรือรอมรสุม และลงหลักปักฐานแต่งงานกับคนท้องถิ่น จนเกิดเป็นชุมชนมุสลิมไทยในเวลาต่อมา
รายการยังชวนคลี่ความหมายของคำว่า ‘แขก’ ในบริบทประวัติศาสตร์ ว่าเป็นคำเรียกคนต่างถิ่นหรือผู้มาเยือน (Guest) ไม่ใช่คำเหยียดตามความหมายร่วมสมัย และหากตัดคำนี้ออกไป เราจะอธิบายตัวตนของชาวมุสลิมในประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้เลย ทั้งในฐานะพ่อค้า ข้าราชการ และผู้ดูแลระบบการค้าทางน้ำอย่างกรมท่าขวา
ขณะที่มัสยิดบางหลวงเองก็มีจุดแปลกตาในเชิงสถาปัตยกรรม จากการใช้ช่างวัดไทย ผู้เชี่ยวชาญการสร้างศาสนสถานในยุคนั้นมาสร้างมัสยิด ภายใต้หน้าบันวัด เสา หน้าต่าง และซุ้มประตูที่ดูเป็นไทย กลับแฝงแนวคิดอิสลามไว้อย่างแนบเนียน ตั้งแต่การใช้อักษรอาหรับแบบ Al-Muthanna การออกแบบเสา 30 ต้นให้สอดคล้องกับบทในคัมภีร์อัลกุรอาน ไปจนถึงจำนวนช่องเปิดที่สัมพันธ์กับขั้นตอนการละหมาด สะท้อนการผสมผสานศิลปะไทยกับหลักศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้ง
นอกจากนี้ ภายในมัสยิดยังมีหลักฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับชุมชนมุสลิม เช่น โคมไฟสีเขียวซึ่งเป็นเครื่องสังเค็ดจากงานพระบรมศพในรัชกาลที่ 5 ที่พระราชทานแก่มัสยิดต่าง ๆ ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นสถานะของมุสลิมในฐานะพสกนิกรของสยามอย่างชัดเจน

Wednesday Jan 28, 2026

ดร.ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล สุดยอดแฟนพันธุ์แท้วัดไทย และ บิว-พิชญวรรณ เลิศล้ำสมบัติ ศิลปินวง V!NX แขกรับเชิญพิเศษ ชวนสังเกตพระพุทธรูปปางแปลก พร้อมไขที่มาจากการตีความตามนัยของผู้สร้างซึ่งมีทั้งที่มาจากเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ และการตีความของพุทธศิลป์ในหลายยุคหลายวัฒนธรรม
ตั้งแต่ปางพระเกศธาตุที่มาจากการประทานเส้นพระเกศาแก่พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะ ปางสนเข็มที่เกิดจากเหตุการณ์ช่วยเย็บจีวรให้พระอนุรุทธ ปางขอฝนที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญของไทย ไปจนถึงปางพยาบาลภิกษุอาพาธซึ่งสะท้อนเมตตาธรรมของพระพุทธเจ้า และปางทุกรกิริยาที่เล่าช่วงค้นหาทางสายกลาง
ยังมีปางที่น่าทึ่งอย่างปางโปรดพกาพรหมที่นักวิชาการบางท่านมองว่าเป็นปางโปรดมหิสรเทพบุตร ลักษณะประติมากรรมใกล้เคียงพระศิวะมากกว่าพกาพรหม รวมถึงปางทรมานข้าว พระพุทธรูปพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อพระราชพิธีพืชมงคลโดยเฉพาะ
แต่ละปางไม่ได้แปลกเพียงท่าทาง หากเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ช่วยให้เข้าใจผู้สร้าง ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ทางพุทธศาสนาในอีกมุมหนึ่ง
ติดตามทั้งหมดได้ในรายการอารามบอย ตอนนี้ 

Copyright 2026 All rights reserved.

Podcast Powered By Podbean

Version: 20241125