Episodes

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
ในช่วงเดือน 10 ของทุกปี วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘วัดแขก สีลม’ จะจัดงาน ‘นวราตรี’ เทศกาล 9 คืน 10 วัน เพื่อบูชาพระแม่ทุรคา (Durgā) และพระแม่ปางต่าง ๆ ซึ่งเป็นพลังของพระแม่ศักติ (Shakti) โดยเฉพาะชัยชนะของพระแม่ทุรคาที่มีต่อมหิษาสูร ซึ่งเป็นไฮไลต์ของงาน โดยมีขบวนแห่เทพเจ้าบนราชรถ 8 ขบวน เคลื่อนผ่านถนนสีลมอย่างยิ่งใหญ่
นอกจากพิธีกรรม ที่นี่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอินเดียทั้งเหนือและใต้ในกรุงเทพฯ วัดแขกก่อตั้งเมื่อปลายรัชกาลที่ 5 โดยพ่อค้าชาวทมิฬ เพื่ออุทิศแด่พระแม่ศรีมหามาริอัมมัน เทพีแห่งสายฝน ความอุดมสมบูรณ์ และการปกป้องโรคภัย
รายการอารามบอยตอนนี้ พาไปรู้จักเรื่องเล่าเบื้องหลังองค์เทพ ตั้งแต่พระพิฆเนศและพระขันธกุมาร มณฑลนพเคราะห์ทั้ง 9 ไปจนถึงตำนานพระแม่ศักติและพระแม่กาลี คำถามชวนคิดอย่างทำไมพระแม่กาลีถึงเหยียบพระศิวะ ทำไมกามเทพถึงไม่มีรูปร่าง โดยเล่าผ่านมุมมองศาสนา ประวัติศาสตร์ และพิธีกรรม รวมถึงเหตุผลเบื้องหลังธนูและศรในพิธีเลือกคู่
ติดตามทั้งหมดนี้ได้ในรายการอารามบอยตอนนี้ โดย ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล สุดยอดแฟนพันธุ์แท้วัดไทย และ ดร.ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประติมากรรมไทย วิทยาลัยเพาะช่าง

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
รายการอารามบอย ในตอนนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล จะพาไปเที่ยว วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระเถระผู้เป็นตำนาน เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในรัชกาลที่ 4 จนมรณภาพในรัชกาลที่ 5 เราเริ่มจากชื่อเดิม ‘วัดบางหว้าใหญ่’ และกลายเป็น ‘วัดระฆัง’ เมื่อครั้งขุดพบระฆังเสียงกังวานไพเราะ จนรัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระแก้ว แล้วสร้างระฆังถวายใหม่อีก 5 ใบ
ก้าวสู่พระอุโบสถเพื่อพบพระประธานยิ้มรับฟ้า พระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 5 ถึงกับมีพระราชดำรัสว่า “ไปวัดไหนก็ไม่เหมือนมาวัดระฆังฯ พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที” จากนั้นไปยังหัวใจของตอนนี้ คือหอไตร อดีตเรือนนอนของรัชกาลที่ 1 หอแห่งนี้ถูกยกให้เป็นมณีแห่งรัตนโกสินทร์ และรอดพ้นจากการถูกรื้อเพราะสายตาอันแหลมคมของ ผศ.เฟื้อ หริพิทักษ์ ศิษย์รุ่นแรกของ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เห็นคุณค่าและลงมือบูรณะเอง
ต่อด้วยเจดีย์ 3 องค์ ที่เล่าเรื่องสายสกุลวังหลัง กรมหมื่นนราเทเวศร์ (ต้นสกุลปาลกะวงศ์) กรมหมื่นนเรศร์โยธี (ต้นสกุล โสณกุล) และ กรมหลวงเสนีบริรักษ์ (ต้นสกุล เสนีย์วงศ์) ซึ่งผูกพันกับวัดระฆังฯ และปิดท้ายด้วยร่องรอยของสมเด็จโต ทั้งตำนานความเถรตรงเทศน์ ยายแฟง ผู้สร้าง วัดคณิกาผล อย่างตรงไปตรงมา ภาพถ่ายสมเด็จโตยุครัชกาลที่ 4 หนึ่งในภาพถ่ายพระสงฆ์ไทยยุคแรก ๆ ที่กลายเป็น Iconic จนต่อมาเป็นต้นแบบรูปหล่อของพระทั่วประเทศ รวมถึงจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 6 ฝีมือ พระวันวาดวิจิตร (ทอง จารุวิจิตร) ช่างเขียนคนสำคัญ ที่เขียนทั้งพุทธประวัติและทศชาติ ตอนโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงจากดาวดึงส์และยมกปาฏิหาริย์ รวมถึงพระมาลัยโปรดสวรรค์ พร้อมเซ็นชื่อจริงไว้ในภาพ และพระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่บอกเล่าศรัทธาซึ่งสืบต่อมาหลายชั่วคน
ตามไปชมทั้งหมดได้ในรายการ อารามบอย ตอนนี้

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
รายการอารามบอย ตอนนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และแขกรับเชิญพิเศษ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ เจ้าของรายการพอดแคสต์ คอลัมน์ และพ็อกเกตบุ๊ก Business Family พาไปดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสยามเปิดประเทศ และศิลปะตะวันตกเริ่มกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวัดไทย
เริ่มต้นจากวัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ เซอร์จอห์น เบาว์ริง นักการทูตอังกฤษ ระหว่างการเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริงใน พ.ศ. 2398 ที่กลายเป็นจุดตัดสำคัญของการทูต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และเป็นวัดแห่งแรก ๆ ที่สะท้อนการรับรูปแบบใหม่มาใช้ในองค์ประกอบของวัดไทยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรั้วเหล็ก น้ำตาลจากโรงงาน หรือรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป
หลังจากนั้น ศิลปะแบบตะวันตกค่อย ๆ ปรากฏในวัดสำคัญอื่น ๆ เช่น วัดมกุฏกษัตริยาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดราชนัดดารามวรวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดนรนาถสุนทริการาม และ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่ปรากฏ Scenic Wallpaper ภาพพิมพ์ฝรั่งบนผนัง
พร้อมถอดรหัสว่าเหตุใดราชสำนักสยามยุค พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงเลือกวัดสื่อสารกับโลกผ่านศิลปะเช่นนี้
หากคุณเคยมองข้ามเสาโรมัน หน้าบันกอทิก หรือบานหน้าต่างกระจกสีในวัดไทย รายการอารามบอยตอนนี้จะชวนไปสำรวจใหม่ เพื่อเข้าใจว่าเบื้องหลังความสวยนั้นมีประวัติศาสตร์ของการปรับตัวทั้งประเทศซ่อนอยู่

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
หากคุณเคยผ่าน ‘วัดยานนาวา’ แล้วสงสัยว่าทำไมถึงมีเจดีย์ทรงเรืออยู่กลางวัด รายการอารามบอยตอนนี้มีคำตอบ โดย ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และแขกรับเชิญพิเศษ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ เจ้าของรายการพอดแคสต์ คอลัมน์ และพ็อกเกตบุ๊ก Business Family จะพาเจาะลึกวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ในฐานะหลักฐานสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ไทย-จีน ในสมัยรัชกาลที่ 3 ผ่านการสร้าง ‘เจดีย์ทรงสำเภาจีน’ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระมหากษัตริย์
วัดยานนาวา เป็นเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดคอกควาย ก่อนจะได้รับการบูรณะและสร้างเจดีย์ทรงสำเภาในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อเป็นอนุสรณ์แทนเรือสำเภาที่กำลังจะเลือนหายไปจากระบบการค้าโลก
ในยุคนั้น สยามเคยเป็นศูนย์กลางการต่อเรือสำเภาชั้นดีของภูมิภาค เพราะมีไม้คุณภาพสูง ราคาถูก และช่างฝีมือยอดเยี่ยม ขณะที่เรือสำเภาจีนได้รับสิทธิพิเศษทางการค้ากับไทยมากกว่าชาติตะวันตก จนเกิดระบบภาษีเฉพาะ เช่น ภาษีปากเรือ และ ‘อับเฉา’ ซึ่งเป็นของถ่วงเรือ เช่น ตุ๊กตาหิน เครื่องลายคราม และภาพกรอบกระจก ที่ต่อมากลายเป็นองค์ประกอบตกแต่งวัดไทยในสมัยนั้น
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อของชาวมอญว่า สำเภาคือยานพาพระธรรมเข้าสู่สุวรรณภูมิ จึงเกิดเจดีย์ทรงสำเภาในวัดมอญหลายแห่ง เช่น วัดกลาง วัดขนอน และวัดทองนพคุณ ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ยังโยงกับเหตุการณ์สำคัญระดับโลกอย่างสนธิสัญญานานกิง ซึ่งจีนแพ้สงครามฝิ่นให้ตะวันตก เปิดเมืองท่า เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และทำให้เรือสำเภาค่อย ๆ หายไปจากระบบการค้าโลก
หากคุณอยากเข้าใจว่าเศรษฐกิจไทย-จีนในยุครัชกาลที่ 3 เชื่อมโยงกับความเชื่อ การค้า การคมนาคม และศิลปกรรมอย่างไร รายการอารามบอยตอนนี้คือคำตอบ
ข้อมูลเพิ่มเติม :
วัดยานนาวาเคยชื่อวัดคอกควาย และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1
เจดีย์ทรงเรือจำลองเรือสำเภาแต้จิ๋ว มีเจดีย์แทนเสากระโดง 2 ต้น
สำเภาเคยเป็นหัวใจของการค้าระหว่างประเทศ และได้รับสิทธิพิเศษจากจีนในสมัยราชวงศ์ชิง
สินค้าถ่วงเรือ (อับเฉา) อย่างตุ๊กตาหินและกระเบื้องเคลือบ กลายเป็นของตกแต่งวัดไทยในรัชกาลที่ 3
การเดินทางไปวัดยานนาวาทำได้โดยลง BTS ที่สถานีสะพานตากสิน แล้วเดินต่ออีกเพียงไม่กี่นาที

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
ต่อเนื่องจากตอนที่แล้วกับ เต ชะ สุ เน มะ 5 ชาติแรกในทศชาติชาดก รายการอารามบอยตอนนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล พาเข้าสู่ 5 ชาติในชุด ‘ภู จะ นา วิ เว’ ซึ่งเป็นตัวแทนของบารมีขั้นสูง อย่างศีล ขันติ อุเบกขา สัจจะ และทาน ที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญก่อนถึงชาติสุดท้ายคือเวสสันดรชาดก
ตอนนี้ชวนสังเกตฉากจำที่ช่างนิยมวาดไว้บนฝาผนัง ไม่ว่าจะเป็นพญานาคถูกจับไปแสดงละครงู ฉากพระอินทร์ลงมาล้มพิธีบูชายัญที่พราหมณ์หลอกใช้คนบริสุทธิ์ ฉากพรหมหน้าเดียวถือสาแหรกทองคำลงมาเตือนสติ ฉากพระวิธุรถูกยักษ์เหาะชนภูเขา หรือฉากพระเวสสันดรยกลูกให้ชูชก และฉากที่ชาลี-กัณหา หนีไปซ่อนในสระบัว
สำหรับใครที่อยากตามรอย นี่คือฉากสำคัญที่ช่างเขียนภาพมักถ่ายทอดไว้บนฝาผนังวัด
ภูริทัตชาดก (ภู - ศีลบารมี) : ฉากแสดงละครงู (พญานาค)
จันทกุมารชาดก (จะ - ขันติบารมี) : พระอินทร์ล้มพิธีบูชายัญ
นารทชาดก (นา - อุเบกขาบารมี) : พระพรหมถือสาแหรกทองคำ
วิธุรชาดก (วิ - สัจจบารมี) : ยักษ์เหาะพาไปฟาดกับภูเขา
เวสสันดรชาดก (เว - ทานบารมี) : ยกลูกให้ชูชก / ชาลี-กัณหา หนีซ่อนตัวในสระบัว
ติดตามทั้งหมดได้ที่รายการอารามบอยตอนนี้

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
‘ทศชาติชาดก’ คือเรื่องราว 10 ชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า รายการอารามบอยตอนนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ชวนเราดู ‘เต ชะ สุ เน มะ’ 5 ชาติแรกในทศชาติชาดก ชวนสังเกตฉากจำที่มักปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังวัด ไม่ว่าจะเป็นฉากพระเตมีย์ยกราชรถด้วยมือเดียว ฉากพระมหาชนกว่ายน้ำ 7 วันก่อนมณีเมขลาจะมาช่วย หรือฉากพระสุวรรณสามถูกยิงล้มลงท่ามกลางฝูงกวาง พร้อมเรียนรู้เป้าหมายสูงสุดว่า สุดท้ายแล้วเราควรรู้เรื่องทศชาติชาดกไปทำไม และทศชาติชาดกต้องการสอนอะไรเรากันแน่
ติดตามทั้งหมดได้ที่รายการอารามบอยตอนนี้ และในตอนถัดไปจะเป็นทศชาติชาดก 5 ชาติสุดท้ายในชุด ‘ภู จะ นา วิ เว’ ซึ่งว่ากันว่าเข้มข้นและมีพลังทางใจไม่แพ้กัน
สำหรับใครที่อยากตามรอย นี่คือฉากสำคัญที่ช่างเขียนภาพมักถ่ายทอดไว้บนฝาผนังวัด
เตมิยชาดก (เต - เนกขัมมะบารมี) : ยกราชรถด้วยมือเดียว
มหาชนกชาดก (ชะ - วิริยบารมี) : ว่ายน้ำจนมณีเมขลาช่วย
สุวรรณสามชาดก (สุ - เมตตาบารมี) : ถูกยิงด้วยธนู
เนมิราชชาดก (เน - อธิษฐานบารมี) : เทศนาแก่เหล่าเทวดา
มโหสถชาดก (มะ - ปัญญาบารมี) : ล่อศัตรูลงอุโมงค์แล้วใช้สันติวิธีเจรจา (ซึ่งเป็นฉากสำคัญที่เท่มาก)

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
ภายใต้หลังคาโดมสูงของ ‘อาสนวิหารอัสสัมชัญ’ โบสถ์เก่าแก่อายุร่วม 200 ปีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซ่อนเรื่องราวของศิลปะตะวันตกและห้องใต้ดินลับที่ไม่มีใครได้เห็น
รายการอารามบอยตอนนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ชวนแขกรับเชิญพิเศษ ดร.ตั้ว-ปติสร เพ็ญสุต คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ ครุ่นคริสต์ ใน The Cloud พาคุณเดินเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์กลางของคาทอลิกไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 พร้อมถอดรหัสสถาปัตยกรรมตะวันตกหลากยุคที่ฝังแน่นอยู่ในสยามมายาวนานกว่า 2 ศตวรรษ
เรื่องเริ่มต้นในรัชกาลที่ 1 เมื่อ บาทหลวงปาสกาล รวบรวมเงินบริจาคสร้างวัดเพื่อเฉลิมฉลองแม่พระรับยกขึ้นสวรรค์หรือวันอัสสัมชัญ (Assumption) และเป็นโบสถ์หลังแรกที่สร้างขึ้นจึงเป็นอาคารแบบวิลันดา ตกแต่งหน้าบันด้วยลายเครือเถาบาโรก มีวงรีตรงกลางและไม้กางเขนเหนือยอดจั่ว อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์หลังนี้เปรียบเสมือนหนึ่งในงานสถาปัตยกรรมคริสต์แบบตะวันตกยุคแรก ๆ ที่ปรากฏในแผ่นดินไทย
ต่อมาเมื่อโบสถ์เดิมเริ่มคับแคบจึงสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยออกแบบร่วมกันระหว่าง บาทหลวงหลุยส์ โรมิเออ และวิศวกรนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น มาริโอ ตามาญโญ วิศวกรประจำราชสำนัก R. Gotte วิศวกรชาวเยอรมันผู้เปลี่ยนหลังคาให้เป็นเครื่องก่อทรงประทุนเรือ และ ชาร์ลส์ โบดาต์ วิศวกรฝรั่งเศสผู้รับผิดชอบโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก โบสถ์หลังใหม่จึงผสานศิลปะโรมาเนสก์ในรูปแบบซุ้มโค้งและหอระฆังคู่ ศิลปะกอทิกในกระจกกุหลาบกลางหน้าบัน ศิลปะไบแซนไทน์ในจิตรกรรมปูนเปียกใต้โดม และศิลปะโรมันผ่านหัวเสาแบบโครินเธียนเข้าไว้ด้วยกันอย่างวิจิตร
เมื่อคุณก้าวเข้าสู่อาสนวิหารแห่งนี้ สายตาจะถูกดึงสู่หอระฆังคู่ที่ตั้งตระหง่าน ซุ้มอาร์กโค้งขนาดใหญ่ และแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกสี ก่อนจะพบกับพระแท่นบูชาที่ประดิษฐานรูปเคารพ ‘แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์’ ซึ่งสอดคล้องกับภาพจิตรกรรมบนโดมด้านบนที่เล่าเรื่องเดียวกัน ทุกองค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนถึงชื่อ Assumption ได้อย่างชัดเจน ทั้งในเชิงความหมายและศิลปะ
จุดเด่นที่สุดที่ไม่ควรพลาดคือ Crypt หรือ ห้องใต้ดิน ที่ซ่อนอยู่ใต้พระแท่นบูชา ซึ่งใช้เป็นสถานที่ฝังศพของพระสังฆราชและบาทหลวงผู้มีบทบาทสำคัญในคาทอลิกไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ที่สำคัญ โบสถ์แห่งนี้ถือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีองค์ประกอบเช่นนี้ โดยปกติไม่ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม เป็นพื้นที่ที่สงบ ลึก และเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์
ก่อนกลับ อย่าลืมแวะชมอาคารหอสมุดมิชชันนารีใกล้ ๆ ที่ยังเก็บภาพถ่ายโบสถ์หลังแรก เอกสารโบราณ และบันทึกสำคัญเกี่ยวกับคริสต์ศาสนาในสยาม ซึ่งช่วยเติมเต็มเรื่องราวเบื้องหลังสถาปัตยกรรมและศรัทธาที่ซ่อนอยู่ในอาสนวิหารแห่งนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
หากคุณกำลังมองหาสถาปัตยกรรมยุโรปในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความหมายทางประวัติศาสตร์และความเชื่อ อาสนวิหารอัสสัมชัญคือสถานที่ที่เราขอชวนคุณร่วมค้นหาในรายการอารามบอย ตอนนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม :
อาสนวิหารอัสสัมชัญเป็นอาสนวิหารประจำมิสซังโรมันคาทอลิกแห่งกรุงเทพฯ
โบสถ์หลังปัจจุบันสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2461 โดยตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากฝรั่งเศส อิตาลี และสิงคโปร์
คำว่า Assumption หมายถึงการที่แม่พระมารีได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ทั้งกายและวิญญาณ

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
‘วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร’ ตั้งอยู่บนเกาะทางใต้ของพระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชกุศลในคราวเสด็จแปรพระราชฐาน
หากคุณกำลังมองหาวัดที่ไม่เหมือนวัด ทั้งแปลกตา งดงาม และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ รายการอารามบอย โดย ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และแขกรับเชิญพิเศษ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ เจ้าของรายการพอดแคสต์ คอลัมน์ และพ็อกเกตบุ๊ก Business Family จะพาคุณนั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปยังเกาะกลางน้ำซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่สงบสำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลของรัชกาลที่ 5
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นวัดพุทธที่หน้าตาเหมือนโบสถ์คริสต์ พระอุโบสถสีเหลืองทรงโกทิก หอระฆังยอดแหลม หน้าต่างกระจกสี และซุ้มประตูโค้งแหลม ล้วนดูคล้ายศาสนสถานตะวันตก หากแต่ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปที่วิจิตรงดงาม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้เพียงออกแบบวัดให้แปลกตา แต่ยังมีพระราชดำริความตอนหนึ่งว่า เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงชมเล่นเป็นของแปลก ยังไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเป็นของมั่นคงถาวรสมควรเป็นพระอารามหลวงในหัวเมือง
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญภายในพระอุโบสถ คือพลับพลาสไตล์ตะวันตก ซึ่งหน้าบันประดับตราช้างเผือกสามเศียร สัญลักษณ์ของสยามเหนือ สยามกลาง และสยามใต้ พลับพลาองค์นี้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 5 ในคราวเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน เป็นอีกสิ่งที่ตอกย้ำสถานะว่าเป็นวัดหลวงโดยแท้
บริเวณด้านในสุดของอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระพุทธรูปกึ่งสมจริงในซุ้มแบบตะวันตกโดย พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ประติมากรหลวงผู้สร้างพระสยามเทวาธิราช รายล้อมด้วยพระสาวกทั้ง 8 ปางจงกรม และปางลอยถาด แต่ละองค์ล้วนมีนัยเชื่อมโยงถึงบูรพกษัตริย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระราชวังบางปะอิน
เหนือแท่นพระประธานมีกระจกสีรูปรัชกาลที่ 5 ประทับนั่งในฉลองพระองค์ครุย ด้านล่างมีจารึกภาษาละตินว่า ‘Chulalongkorn Rex Siamensis จุฬาลงกรณ์ กษัตริย์แห่งสยาม’ กระจกสีชิ้นนี้มีเพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย และอาจมีไม่กี่ชิ้นในโลกที่รวมอัตลักษณ์ตะวันออกกับตะวันตกไว้ในบานเดียวกัน
ข้างพระอุโบสถเป็นสุสานสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ ซ่อนประวัติของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเคยผนวช เคยประทับที่พระตำหนัก และเคยเริ่มต้นงานการศึกษาสมัยใหม่จากห้องเรียนเล็ก ๆ ข้างวัด
ท้ายที่สุดก่อนกลับ อย่าลืมแวะชมพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งจัดแสดงข้าวของเก่าแก่ ภาพกระจกสีต้นฉบับ และทศชาติชาดกแบบที่หาชมยาก
ติดตามทั้งหมดได้ที่รายการอารามบอยตอนนี้

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
วัดบวรนิเวศวิหาร ไม่ได้เป็นเพียงวัดหลวงกลางพระนคร หากแต่เป็นสถานที่ที่หล่อหลอมพุทธศิลป์ ความคิด และการเปลี่ยนผ่านสำคัญของพระพุทธศาสนาไทย โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่วัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของธรรมยุติกนิกายในเวลาต่อมา เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ หลังจากที่ทรงสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้นตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวช ณ วัดราชาธิวาส โดยเน้นความเคร่งครัดในพระวินัย พระบาลี และแนวปฏิบัติอันบริสุทธิ์
วัดนี้ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อรัชกาลที่ 4 โปรดฯ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พรหม) จำพรรษาที่วัดบวรฯ และแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกแห่งธรรมยุติกนิกาย ซึ่งก่อนหน้านั้นตำแหน่งนี้จะผูกโยงอยู่กับวัดมหาธาตุเป็นหลัก ซึ่งเป็นการสลายธรรมเนียมที่เคยผูกโยงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไว้กับวัดมหาธาตุ จนกลายเป็นแบบแผนใหม่ที่ดำรงอยู่จนปัจจุบัน และไม่ใช่เพียงเรื่องของนโยบาย วัดบวรฯ ยังเป็นที่จำพรรษาของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ หนึ่งในนั้นคือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ที่ประชาชนไทยคุ้นเคยและเคารพบูชา
รายการอารามบอยตอนล่าสุด ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ จะพาคุณย้อนรอยความสำคัญของวัดแห่งนี้ผ่าน 9 แง่มุมที่ไม่เพียงบอกเล่าประวัติศาสตร์ หากยังเผยถึงความคิดของผู้สร้าง ช่างผู้ร่วมงาน และพระผู้ปฏิบัติธรรมที่มีบทบาทเปลี่ยนแปลงพุทธศาสนาไทยอย่างเป็นระบบ
เริ่มตั้งแต่ที่มาอันของวัดที่เคยเป็นพื้นที่ของวังหน้า ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นวัดประจำพระองค์รัชกาลที่ 4 และผูกพันกับพระมหากษัตริย์หลายรัชกาลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปสำคัญจากพิษณุโลก ด้านหลังมีหลวงพ่อโตจากเพชรบุรี และผนังโดยรอบปรากฏภาพปริศนาธรรมโดย ขรัวอินโข่ง ใช้ภาพแบบตะวันตกเปรียบเทียบพระรัตนตรัย เช่น การเปรียบพระพุทธเจ้าเป็นกัปตันเรือ เป็นนายช่าง เป็นสารถี ซึ่งพบได้เพียงไม่กี่แห่งในสยาม
พระเจดีย์องค์ประธานของวัดบวรฯ ไม่เพียงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ยังสะท้อนแนวคิดทางจักรวาลวิทยาและการเมืองระหว่างประเทศ ผ่านการเลือกใช้รูปสัตว์ทั้ง 4 ได้แก่ ช้าง สิงโต ม้า และอินทรี เหนือซุ้มประตู สัญลักษณ์แทนสยาม อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ในยุคที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากโลกตะวันตก
ถัดจากนั้นคือพระวิหารพระศาสดา ประดิษฐานพระศรีศาสดาคู่กับพระพุทธชินสีห์และ พระพุทธชินราชพร้อมด้วยภาพจิตรกรรมเรื่องธุดงควัตร 13 และพุทธประวัติตอนปรินิพพาน และยังมีพระไสยาสน์จากวัดพระพายหลวง สุโขทัย ที่หาชมได้ยากในเขตพระนคร
หนึ่งในแง่มุมที่หลายคนไม่รู้ คือภายในวัดบวรฯ มีวัดร้างเก่าแก่ชื่อวัดรังษีสุทธาวาสที่แม้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งแล้ว แต่ยังคงรักษาโบราณสถานดั้งเดิมไว้ ทั้งพระอุโบสถที่ใช้บานประตูร่วมกัน และพระวิหารทรงไทยที่สงบนิ่งอย่างน่าเกรงขาม
ปิดท้ายด้วยพิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง ได้แก่ ตึกมนุษยนาควิทยาทาน อาคารสถาปัตยกรรมตะวันตกที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างถวายกรมพระยาวชิรญาณวโรรส และตึก ภปร. ที่จัดแสดงเครื่องบริขารของอดีตเจ้าอาวาส ตาลปัตร ย่าม เครื่องสังเค็ด รวมถึงพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระนิรันตราย พระมหานาคชินะ และพระกริ่งปวเรศ ซึ่งเป็นมากกว่าวัตถุโบราณ หากคือสิ่งที่บรรจุความทรงจำของพระผู้ใหญ่แห่งยุคไว้ในนั้น
หากจะกล่าวถึงสัญลักษณ์แห่งวัดบวรฯ ที่ผู้คนศรัทธาและจดจำที่สุด คงหนีไม่พ้นพระไพรีพินาศ พระพุทธรูปองค์แรกของวัดที่มีชื่อเสียงด้านปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย องค์จริงยังคงประดิษฐานอยู่ที่ระเบียงเจดีย์ เป็นจุดที่ควรไปกราบสักครั้งในชีวิต
หากคุณอยากรู้จักวัดบวรนิเวศฯ ให้ลึกซึ้งกว่าแค่ผ่านตา หรืออยากเข้าใจว่าทำไมวัดนี้จึงเป็นศูนย์กลางศรัทธาและภูมิปัญญาทางพุทธศาสนาไทยมายาวนานกว่าร้อยปี เราขอชวนไปฟังทั้งหมดได้เลยในรายการอารามบอยตอนนี้

Wednesday Jan 28, 2026
Wednesday Jan 28, 2026
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ และเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘สมเด็จครู’ ทรงเป็นบุคคลต้นแบบด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทยที่ส่งอิทธิพลต่อช่างไทยรุ่นหลังตราบจนถึงปัจจุบัน
หลังจาก ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล และ ทัน-อธิภัทร แสวงผล พาไปชมและเล่าหนึ่งในผลงานที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงที่สุดอย่าง วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ไปแล้วในตอนก่อน วันนี้รายการอารามบอยจะพาคุณไปรู้จักอีกหนึ่งผลงานทางสถาปัตยกรรมของสมเด็จครูใน ‘วัดราชาธิวาสวิหาร’
วัดที่ รัชกาลที่ 4 เคยทรงผนวชเป็น พระวชิรญาณภิกขุ และทรงริเริ่มธรรมยุติกนิกายขึ้นที่นี่ เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดสมัยใหม่และพระภิกษุฝ่ายรามัญ
และวัดนี้เองยังเป็นที่ที่สมเด็จครูออกแบบพระอุโบสถหลังพิเศษที่ผสมผสานศิลปะไทย ขอม และตะวันตกไว้อย่างกลมกลืน กลายเป็นต้นแบบให้กับอุโบสถยุคหลังอีกหลายแห่ง
เมื่อคุณเดินเข้าสู่วัดราชาธิวาสวิหาร สิ่งแรกที่สะดุดตาคือพระอุโบสถที่สมเด็จครูทรงออกแบบไว้อย่างวิจิตร ผสมผสานศิลปะไทย ขอม และตะวันตก เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นพระอุโบสถรูปแบบพิเศษที่มีเพียงหลังเดียวในยุคนั้น และมีอิทธิพลให้ในการออกแบบอุโบสถสมัยใหม่ยุคหลังของวัดอีกหลายแห่ง
ส่วนพระพุทธรูปประธาน พระสัมพุทธพรรณี ประดิษฐานภายในซุ้มเสาแบบตะวันตกที่มีพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 1 - 5 เรียงราย ด้านหลังพระประธานยังคงมีพระพุทธรูปดั้งเดิมจากสมัยอยุธยา โดยไม่มีการย้ายออก เพียงแต่กั้นผนังไว้ เพราะถ้าย้ายไปก็เสมือนไล่เจ้าของเดิม
ผนังด้านในพระอุโบสถ บรรจงเขียนภาพเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ทั้ง 13 กัณฑ์ โดยฝีมือร่างแบบของสมเด็จครู และลงสีโดย คาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาเลียน ผสมจินตนาการแบบไทยกับเทคนิคแบบตะวันตก
อ้อมไปด้านหลังพระอุโบสถ คือเจดีย์ล้อมสิงห์ ทรงแปลกตา ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียผสมอยุธยา ภายในซุ้มบรรจุพระพุทธรูปศิลปะชวาที่รัฐบาลดัตช์ถวายรัชกาลที่ 5
และไม่ไกลกันคือศาลาการเปรียญที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก วัดใหญ่สุวรรณารามและ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ โดยมีธรรมาสน์ 2 องค์ที่สมเด็จครูออกแบบขึ้นใหม่โดยเฉพาะ
อาคารอีกหลังที่น่าสนใจคือพระตำหนักสมเด็จพระพันปีหลวง อดีตพระตำหนักพญาไท ที่ถูกย้ายมาประกอบเป็นกุฏิพระในวัด และยังคงกลิ่นอายสถาปัตยกรรมรัชกาลที่ 6 อย่างครบถ้วน
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อย่างแท้จริง โดยหนึ่งในหลักฐานสำคัญคือเมื่อครั้งถวายงานออกแบบแผ่นศิลาจารึกโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร (ที่ต่อมามีชื่อว่า ศิลาจารึกรูปสุนทรีวาณี) โดยพระองค์ทรงออกแบบลายเส้นขึ้นด้วยพระองค์เอง เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 และทันทีที่พระองค์ทอดพระเนตรแบบที่ 1 ก็ทรงพอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง ถึงขั้นไม่ทอดพระเนตรแบบอื่นอีกเลย พร้อมมีพระราชหัตถเลขาลงวันที่ 17 เมษายน ความตอนหนึ่งว่า
ฉันไม่ได้นึกยอเลย แต่อดไม่ได้ว่า เธอเป็นผู้นั่งอยู่ในหัวใจฉันเสียแล้ว
นั่นคือความรัก ความไว้วางพระราชหฤทัย และการยอมรับอย่างที่สุดในพระปรีชาของสมเด็จครู และหากคุณอยากรู้จักพระองค์ให้มากขึ้น ผ่านงานศิลป์ งานสถาปัตยกรรม และความคิดเบื้องหลังผลงานที่ยังมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน เราขอชวนคุณไปฟังทั้งหมดได้เลยในรายการอารามบอยตอนนี้


